หลักธรรม

หลักธรรม  ที่สร้างภูมิปัญญา เชื่อมโยงกับการแซนโฎนตา 

 

นิมิตฺตํ  สาธุ  รูปานํ   กตญฺญูกตเวทิตา   ความกตัญญู กตเวที  เป็นเครื่องหมายของคนดี

ปูชา จ ปูชนียานํ  เอตมมํคลมุตตมํ     การบูชาบุคคลที่ควรบูชา   เป็นมงคลอันสูงสุด

มารดาบิดา  เป็นพรหมของบุตร     มารดาบิดา  เป็นพระอรหันต์ในบ้าน      มารดาบิดา  เป็นบูรพาจารย์

 

บุคคลหาได้ยาก    อย่าง

                . บุพพการี      บุคคลผู้ทำอุปการะก่อน

                . กตัญญูกตเวที    บุคคลผู้รู้อุปการะที่ท่านทำแล้ว  และตอบแทน

 

ปุรัตถิมทิส  ทิศเบื้องหน้า  มารดาบิดา   บุตรพึงบำรุงด้วยสถาน ๕

                . ท่านเลี้ยงมาแล้ว  เลี้ยงท่านตอบ

                . ทำกิจของท่าน

                . ดำรงวงศ์สกุล

                . ประพฤติตนให้เป็นคนควรรับมรดก

                . เมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว  ทำบุญอุทิศให้ท่าน

               

สัมมาทิฏฐิ ๑๐

                .  ทานที่ให้แล้วมีผล

                . ยัญที่บูชาแล้วมีผล  ( การบูชาบุคคลที่ควรบูชามีประโยชน์)

                . การเซ่นสรวงมีผล  ( การสงเคราะห์ การช่วยเหลือ  การพลีกรรม มีผลดี  ไม่เปล่าประโยชน์)

                . ผลของการกระทำความดี  ความชั่วมีจริง

                . โลกนี้มีคุณ ( ชีวิตในปัจจุบันมีคุณค่ามากในการทำความดี)

                . โลกหน้ามีจริง

                . มารดามีคุณ

                . บิดามีคุณ

                . สัตว์ที่เกิดเป็นโอปปาติกะมี  ( สวรรค์ นรก มีจริง )

                ๑๐.  ในโลกนี้มีพระอรหันต์จริง ( มีผู้ฝึกตนจนละกิเลสได้จริง)

 

สังสารวัฏฏ      การเวียน ว่าย  ตาย   เกิด

                กิเลส      กรรม     วิบาก

 

ติโรกุฑฑสูตร

                เปรตเหล่านั้นมาส่งเสียงร้องน่าสะพรึงกลัวในคืนนั้น

                รุ่งขึ้น  พระเจ้าพิมพิสารจึงมาเข้าเฝ้าพระศาสดา  ทูลถามถึงเสียงร้องนั้น  พระองค์ตรัสเล่าเหตุทั้งหมด  พระเจ้าพิมพิสารจึงถวายมหาทานทั้งภัตตาหาร  ผ้า  และเสนาสนะ  แล้วอุทิศส่วนกุศล  ทันใดนั้นอาหารทิพย์  ผ้าทิพย์  ปราสาททิพย์ ก็บังเกิดขึ้นแก่เปรต  พระศาสดาทรงอธิษฐานให้พระราชาเห็น  พระราชาทรงดีพระทัย

 

ปิฏฐธีตลิกเปตวัตถุ

                หลานสาวของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ทำตุ๊กตาแป้งตกแตก  จึงร้องให้  ใคร ๆ ก็ไม่อาจระงับการร้องไห้ของหลานสาวได้   พี้เลี้ยงจึงพามาหามหาเศรษฐีขณะที่เข้าเฝ้าพระศาสดาอยู่ในเรือน

                เศรษฐีจึงอาราธนาพระศาสดาพร้อมสาวก ๕๐๐ รูปมารับทาน  เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ตุ๊กตาแป้งในวันรุ่งขึ้น  หลานสาวจึงหยุดร้องไห้

                วันต่อมา หมู่ญาติ  พระราชาและชาวเมืองก็ให้ทานคล้อยตามเศรษฐี  เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ตุ๊กตาแป้งต่อเนื่องไปอีกถึง ๕  เดือน

 

ชาณุสสโสณีสูตร

                ชาณุสโสณีมาทูลถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า เมื่อบำเพ็ญกุศลแล้วอุทิศส่วนกุศลให้แก่หมู่ญาติที่ละโลกไปแล้ว  ทานกุศลนั้นจะสำเร็จแก่หมู่ญาติหรือไม่

                พระศาสดาตรัสว่า

ที่สำเร็จแก่หมู่ญาติก็มี  ที่ไม่สำเร็จแก่หมู่ญาติก็มี  อยู่ที่ภพภูมิที่เขาไปถือกำเนิดก็มี   บางคนทำอกุศลกรรมในโลกนี้ ไปบังเกิดเป็นเปรตวิสัย  ทานที่อุทิศย่อมสำเร็จแก่เปรตเหล่านั้น  แม้ทายกผู้บริจาคทานย่อมไม่ไร้ผลที่ตนเองได้บำเพ็ญบุญเอาไว้

 

จูฬเสฏฐีเปรต

                พระเจ้าอชาตศัตรูนอนไม่หลับ  จึงเดินจงกรมบนปราสาท  เห็นเปรต  จึงถามบุพกรรม  ทราบว่า  เคยเป็นเศรษฐีมั่งคั่ง  แต่มีใจตระหนี่ไม่ให้ทาน  ไม่บริจาคทรัพย์แก่ใคร  และเชื่อว่าผลทานของชาติหน้าไม่มี  ตายไปจึงเกิดเป็นเปรต

                วันต่อมาก็ทรงเห็นอีก  จึงถามว่า  เราจะให้ทานอะไรอันจะทำให้เปรตนั้นสมบูรณ์

                เปรตก็ตอบว่า  ให้ถวายข้าวและน้ำแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระสงฆ์แล้วอุทิศให้ 

                พระเจ้าอชาตศัตรูก็ทำตามคำของเปรตนั้น  อุทิศส่วนกุศลให้  ทำให้เปรตกลายเป็นเทวดาทันที

 

บุญกิริยาวัตถุ

                ปัตติทานมัย    บุญที่สำเร็จจากการให้ส่วนบุญ   ปัตติ แปลว่า ส่วนบุญ, ใบบุญ , ผลบุญ,  ทาน แปลว่า การให้    ปัตติทาน ใช้สำหรับผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่  เมื่อเราได้กระทำบุญด้วยการทำทาน รักษาศีล  เจริญภาวนา หรือทำความดีในรูปแบบต่าง ๆ แล้ว เรานำการกระทำบุญความดีนี้ไปแจ้งผู้ที่เราเอาบุญไปให้  ให้เขาได้อนุโมทนาบุญกับเรา    

สำหรับผู้ที่เสียชีวิตไปแล้ว  นิยมใช้คำว่า การอุทิศ หรือ กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศล

                ปัตตานุโมทนามัย  บุญที่สำเร็จโดยการอนุโมทนาบุญ  บุญเกิดจากการเห็นดีด้วย คล้อยตาม  มีความปีติ ยินดี อิ่มใจในส่วนบุญที่เขาอุทิศให้  การอนุโมทนาบุญที่ทำให้เกิดบุญเกิดกุศลมาก  คือ ต้องเป็นเจตนาที่กระทำด้วยความยินดีประกอบด้วยปัญญา    

แปลศัพท์    ปัตตา  เป็นคำเดียวกันกับ  ปัตติ      ส่วน อนุโมทนา  แปลตามศัพท์ว่า  จิตอ่อนโยนตาม,  จิตยินดีตาม, จิตปีติตาม , จิตชื่นชมความดีได้     ปรทัตตูปชีวีเปรต เมื่อมีหมู่ญาติทำบุญอุทิศให้ จะต้องอนุโมทนาบุญเป็น  จึงจะรับส่วนบุญได้  

จิตที่อนุโมทนาบุญเป็นต้องประกอบด้วยจิตที่เป็นสัมมาทิฏฐิ  คือ คิดถูก เห็นถูก  เข้าใจถูก   วินิจฉัยเป็นว่าอะไร  ถูกผิด บาปบุญ  ชั่วดี  คุณโทษ ประโยชน์ มิใช่ประโยชน์   ควร ไม่ควร   จิตที่เป็นสัมมาทิฏฐิจึงต้องประกอบอยู่ในสติ    สิ่งใดทำลายสติ เช่นน้ำเมา   ย่อมขัดขวางการอนุโมทนาบุญ      การกรวดน้ำเมาเป็นสิ่งขัดขวางการให้ส่วนบุญ และรับส่วนบุญ   การนำน้ำเหล้ามากรวดอุทิศบุญกุศลจึงเป็นการกระทำที่เหนื่อยเปล่า  ไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ของการแซนโฎนตาตามความเชื่อทางศาสนา  ทั้งทำลายคุณค่าของประเพณีของชนเผ่าอย่างมากยิ่ง 

 

วิธีการกรวดน้ำ 

                เมื่อพระสงฆ์กล่าวให้พรว่า  ยถา  วาริ  วหา……. ให้จับภาชนะเทน้ำลงในภาชนะรองน้ำ   โดยรินน้ำไม่ให้ขาดสายไม่ขาดตอน  จนกระทั่งพระสงฆ์กล่าวให้พรตอนจบว่า  มณิโชติรโส ยถาฯ  ให้เทน้ำจนหมด

                การกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศล ต้องใช้น้ำสะอาด น้ำเปล่า 

                สำหรับผู้ที่ไม่มีอุปกรณ์ในการกรวดน้ำ  ให้ประนมมือ  ระลึกนึกถึงบุญที่ตนเองกระทำ  แล้วนึกถึงภาพของบรรพบุรุษ  พร้อมนึกถึง ชื่อ  นามสกุล และกล่าวคำกรวดน้ำแบบย่อดังนี้      อิทัง  เม  ญาตีนัง  โหตุ  สุขิตา  โหนตุ  ญาตะโยฯ     ขอส่วนบุญนี้  จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า  ขอให้ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า  จงมีความสุขฯ

 

การอุทิศส่วนกุศล  สำเร็จประโยชน์ด้วยเหตุ ๓

                . ด้วยการอนุโมทนาของผู้รับ

                . ด้วยการอุทิศของทายกทั้งหลาย

                . ด้วยการถึงพร้อมแห่งทักขิไณยบุคคล

 

คติ      ทางที่ไป   ( ชีวิตหลังความตาย)

                .  ทุคติ   ทางไปไม่ดี       คือ  อบายภูมิ    ภูมิกำเนิดที่ปราศจากความเจริญ   อบายภูมิมี     ภูมิ

()  นิรยภูมิ  หรือ นรก  โลกที่ไม่มีความสุขสบาย  เต็มไปด้วยความทุกข์ล้วน ๆ   กำเนิดแบบโอปปาติกะ อุบัติขึ้นโตทันที      มหานรก   มี    ขุม คือ สัญชีวมหานรก , กาฬสุตตมหานรก, สังฆาฏมหานรก, โรรุวมหานรก,  มหาโรรุวมหานรก, ตาปนมหานรก, มหาตาปนมหานรก และ  อเวจีมหานรก    มหานรกแต่ละขุมมีอุสสทนรก เป็นขุมบริวาร ๑๖ ขุม และ ยมโลก เป็นขุมย่อย  ๔๐   ขุม   รวมทั้งหมด  ๔๕๖    ขุม 

นรกขุมที่ ๕  มหาโรรุวมหานรก (เสียงร้องใหญ่) เหตุที่มาเกิดในขุมนี้ เพราะดื่มน้ำเมา  ขายน้ำเมา หรือเกี่ยวข้องกับน้ำเมา ยาเสพติดต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก

() เปตติวิสยภูมิ หรือ ภูมิของเปรต   โลกที่อยู่ของสัตว์ผู้ห่างไกลจากความสุข  กำเนิดแบบโอปปาติกะ   สถานที่อยู่อาศัยไม่แน่นอน เช่น ตามป่า ภูเขา เหว  ทะเล  เกาะ  ต้องทุกข์ทรมานเพราะความหิว  ความอดอยากอาหารเป็นอย่างยิ่ง และไม่มีเสื้อผ้าใส่ เหตุที่ได้รับกรรมเช่นนี้เพราะทำอกุศลไว้เมื่อยังเป็นมนุษย์ เมื่อละโลกแล้วจึงมาเป็นเปรต บางพวกไปใช้กรรมในนรกก่อน เมื่อกรรมเบาบางแล้วจึงมาเป็นเปรต  ที่อาศัยของเปรตอยู่ในซอกเขาตรีกูฏ ใกล้อสูร บางชนิดอยู่ภพภูมิระดับพื้นดินชั้นเดียวกับมนุษย์เปรตมี ๑๒ จำพวก

. วันตาสเปรต                    เปรตกินน้ำลาย  เสมหะ  อาเจียน เป็นอาหาร

. กุณปาสเปรต                  เปรตกินซากศพคนหรือสัตว์   เป็นอาหาร

. คูถขาทกเปรต เปรตกินอุจจาระต่าง ๆ เป็นอาหาร

. อัคคิชาลมุขเปรต           เปรตมีเปลวไฟลุกอยู่ในปากเสมอ

. สุจิมุขเปรต                     เปรตมีปากเล็กเท่ารูเข็ม

. ตัณหัฏฏิตเปรต               เปรตที่ถูกตัณหาเบียดเบียนให้หิวข้าว หิวน้ำอยู่เสมอ

. สุนิชฌามกเปรต            เปรตมีลำตัวดำเหมือนตอไม้ที่ถูกเผา

. สัตถังคเปรต                   เปรตมีเล็บมือเล็บเท้ายาว  คมเหมือนมีด

. ปัพพตังคเปรต                เปรตมีร่างกายสูงใหญ่เท่าภูเขา

๑๐. อชครังคเปรต               เปรตมีร่างกายเหมือนงูเหลือม

๑๑. เวมานิกเปรต               เปรตที่เกิดในวิมาน  กลางวันเสวยทุกข์  กลางคืนเสวยสุขในวิมาน

๑๒. มหิทธิกเปรต              เปรตมีฤทธิ์มาก  ปกครองดูแลเปรตอื่น ๆ อยู่ในป่าเชิงเขาหิมาลัย

เปรต ๑๒ จำพวกยังมีการแบ่งชนิดอื่นอีกมาก   ปรทัตตูปชีวีเปรต   เป็นเปรตชนิดหนึ่ง  เปรตที่มีโอกาสรับส่วนบุญที่หมู่ญาติอุทิศให้   มักเกิดอยู่ในบริเวณบ้าน หรือภพภูมิระดับพื้นดินชั้นเดียวกับมนุษย์  จึงทราบการทำบุญของหมู่ญาติและอนุโมทนาบุญได้     เปรตชนิดนอกจากนี้ไม่สามารถรับได้  เปรตบางชนิดเท่านั้น ชนิดที่ถูกปล่อยเปรตจัดเป็นปรทัตตูปชีวีเปรต

()   อสุรกายภูมิ   ภูมิที่อยู่ของสัตว์ซึ่งปราศจากความร่าเริง สนุกสนาน ต้องเสวยทุกข์เวทนาเพราะความหิวกระหายอยู่ตลอดเวลา  กำเนิดแบบโอปปาติกะ อสุรกายคล้ายเปรตมาก    แตกต่างกัน คือ เปรตมีทุกขเวทนาเพราะอดอาหาร ความหิวโหย  ส่วนอสุรกาย ทุกขเวทนาเพราะความกระหายน้ำ      อสุรกาย มี ๓ ประเภท ได้แก่  เทวอสูร ,  เปตติอสูร  และ นิรยอสูร

()  เดรัจฉานภูมิ  คือ โลกของสัตว์ผู้ไปโดยขวาง  ไปไหน มาไหน ต้องไปโดยอาการขวางลำตัว  ต้องค่ำอกไป  เช่น สุนัข แมว หนู  ไก่ งู ปลา  เป็นต้น   ร่างกายขวางแล้วจิตใจก็ยังขวางอีกด้วย  คือขวางจากมรรคผลนิพพาน  แม้จะทำดีเท่าไร ก็ไม่สามารถบรรลุมรรคผลนิพพานในชาตินี้ได้  อย่างมากที่สุดก็เพียงไปสวรรค์เท่านั้น

. สุคติ    ทางไปดี  มี    มนุสสภูมิ    ,    เทวภูมิ   และ  พรหมภูมิ

()  มนุสสภูมิ  หรือ มนุสสโลก  โลกซึ่งเป็นที่อาศัยของสัตว์ผู้มีใจสูง  คำว่า มนุษย์  มาจากคำว่า มนอ่านว่า มะนะ  แปลว่าใจ  รวมกับคำว่า อุษย์หรือ อุตม” (อุดม)  แปลว่า สูง  มนุษย์จึงหมายถึงผู้มีใจสูง  ใจรุ่งเรือง  และกล้าแข็ง   ลักษณะพิเศษของมนุษย์ ๔ ประการ () มีจิตใจกล้าแข็ง   ทำดีได้เต็มที่และทำชั่วได้เต็มที่เช่นกัน  () มีความเข้าใจในสิ่งที่เป็นเหตุ ทั้งที่สมควรและไม่สมควร  () มีความเข้าใจในสิ่งที่มีประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ () มีความเข้าใจในสิ่งที่เป็นกุศลและอกุศล  

เหตุที่ทำให้มาเกิดเป็นมนุษย์  เพราะเป็นผู้มีมนุษยธรรม   คือ ธรรมที่ทำให้เป็นมนุษย์  ซึ่งก็คือ ศีลทั้ง ๕  ข้อ  หากเป็นผู้ที่บกพร่องในการรักษาศีลแล้ว  ก็ยากที่จะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ได้อีก

()  เทวภูมิ  หรือสวรรค์  คือ ภูมิอันเป็นที่อยู่ของเทวดา   กำเนิดแบบโอปปาติกะ  อุบัติขึ้นตั้งอยู่ในวัยหนุ่มสาวทันที   ยังบริโภกามคุณ ๕ อยู่     สวรรค์มี ๖ ชั้น เป็นภูมิต่ำสูงตามลำดับ  ได้แก่    จาตุมมหาราชิกาเทวภูมิ,   ตาวติงสเทวภูมิ,  ยามาเทวภูมิ,  ตุสิตาเทวภูมิ, นิมมานรดีเทวภูมิ และ ปรนิมมิตวสวัตดีเทวภูมิ  

สวรรค์ชั้นจาตุมมหาราชิกา  เป็นสวรรค์ชั้นแรก ชั้นต่ำที่สุด  เทวดาชั้นนี้มีหลายประเภท อยู่บนพื้นดิน บนต้นไม้ อยู่ในอากาศ บางพวกปะปนกับที่อยู่ของมนุษย์  มีทั้งเทวดาสัมมาทิฏฐิ เห็นถูก และเทวดามิจฉาทิฏฐิ เห็นผิด เป็นเทวดาที่มีครอบครัวและไม่มีครอบครัว ที่มีความสับสนวุ่นวายเหมือนโลกมนุษย์  เทวดาขี้เมาก็มีจะถูกขับไล่ไปอยู่กับอสูร เรียก เทวดาอสูร       คนธรรพ์   (นางตะเคียน  นางตานี  ) วิทยาธร   กุมภัณฑ์   ครุฑ   นาค   รากษส  ยักษ์น้ำ   ภุมมเทวา   รุกขเทวา  อากาสเทวา  จัดเป็นเทวดาในชั้นนี้  

กุมภัณฑ์ เป็นเทวดาที่มีนิสัยดุร้าย  อาจเป็นพญายมราช  สุวรรณเลขา  สุวานเลขา  หรือเจ้าหน้าที่อื่น ๆ เป็นเจ้าหน้าที่ในยมโลกที่คอยตัดสินโทษและลงทัณฑ์สัตว์นรก

เหตุแห่งการเกิดในสวรรค์แต่ละชั้น ต้องหมั่นสร้างความดี สั่งสมบุญ บำเพ็ญบารมี หมั่นให้ทาน รักษาศีล   เจริญภาวนา  เป็นต้น และขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์การการทำความดี   แบ่งได้ ๔  ประการ  คือ

. ทำความดีเพราะความกลัว   ทำดีเผื่อไว้ ทำดีกันเหนียว  อย่างนี้ทำดีได้ไม่เต็มที่  เหมือนเด็กทำดีเพราะกลัวครูหรือพ่อแม่ตี   เมื่อละโลกแล้ว ผลบุญส่งให้ไปได้เพียงภุมมเทวา  รุกขเทวา  หรืออากาสเทวา

. ทำความดีเพราะหวังสิ่งตอบแทน เมื่อทำความดีครั้งใด ใจจะคอยคิดหวังลาภหรือของรางวัลต่าง ๆ กลับคืนมา เมื่อละโลกไปแล้ว ผลบุญส่งให้ไปเป็นเทวดาไม่สูงไปกว่าสวรรค์ชั้นจาตุมมหาราชิกา

. ทำความดีเพราะหวังคำชม  ต้องได้รับคำสรรเสริญจึงจะมีกำลังใจทำความดี  เมื่อละโลกไปแล้ว ผลบุญส่งให้ไปเป็นเทวดาไม่สูงกว่าสวรรค์ชั้นจาตุมมหาราชิกา

. ทำความดีเพื่อความดี  คือทำความดีเพราะคิดว่านั่นเป็นความดี  เป็นสิ่งที่ควรทำ ใครจะให้หรือไม่ให้ของใด ๆ ก็ยังทำความดี ใครจะชมหรือไม่ชมก็ยังทำความดี  เพราะมั่นใจในความดีที่ตนทำ  เมื่อละโลกไปแล้ว ผลบุญส่งให้ไปเป็นเทวดาตั้งแต่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ขึ้นไป  ซึ่งขึ้นอยู่กับความประณีตของใจในขณะทำความดี

()  พรหมภูมิ  หรือพรหมโลก  ภพอันเป็นที่อยู่ของพรหม  พรหมภูมิ อยู่สูงกว่าเทวโลก     พรหม คือ ผู้ที่มีความเจริญอยู่ด้วยคุณพิเศษ  มีฌาน เป็นต้น   รูปร่างพรหมนั้นไม่ปรากฏว่าเป็นหญิงหรือชาย  พรหมแบ่งเป็น ๒ ประเภท คือ รูปพรหม ซึ่งมี ๑๖ ชั้น และอรูปพหรม ซึ่งมี ๔ ชั้น

 

เกี่ยวกับ weerasadao

ทำงานสวัสดิการชุมชน
ข้อความนี้ถูกเขียนใน หนังสือ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s