Hello world!

Welcome to WordPress.com. This is your first post. Edit or delete it and start blogging!

โพสท์ใน Uncategorized | 1 ความเห็น

คำอธิษฐาน

นะโม   
ตัสสะ   ภะคะวะโต     อะระหะโต 
  สัมมาสัมพุทธัสสะ  ( ๓ ครั้ง )

ด้วยอานุภาพบุญทุกบุญ   ขอให้ข้าพเจ้าได้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์  แข็งแรง 
อายุยืน     สามารถศึกษาคำสอนทางพระพุทธศาสนา  เป็นสัมมาทิฏฐิ  มีใจทุ่มเท 
ทำหน้าที่อันยิ่งใหญ่ 
ปณิธานอันแน่วแน่   
ดำรงตนเป็นคนใจดีมีบุญ    
ร่วมทำทาน  
สร้างสวัสดิการชุมชนตลอดชีวิต  
ดำรงตนเป็นคนขยัน  
ในหน้าที่การงาน   ประกอบสัมมาอาชีพ  ดำเนินชีวิตด้วยความซื่อสัตย์  สุจริต  
มีความเสียสละ 
ปฏิบัติตามบทบาทหน้าที่ของตน 
ด้วยความรับผิดชอบ    รู้รักสามัคคี   พร้อมเพรียงกัน   พัฒนาชุมชนหมู่บ้าน  เป็นชุมชนที่สว่าง
  สะอาด   สงบ  เป็นหมู่บ้านศีลธรรม   ดำรงตนเป็นคนดี  ในครอบครัว 
หมู่บ้าน  ตำบล  ประกอบคุณสมบัติ  ปลอดเหล้า ปลอดอบายมุข  และสิ่งเสพติดทั้งปวง   เป็นพลเมืองอาสา   สร้างสรรค์ครอบครัวเข้มแข็ง    ตระหนัก ให้ความสำคัญ แก่ บ้าน วัด  โรงเรียน 
เป็นสถาบันหลัก ในการพัฒนาสติปัญญา จิตวิญญาณ   ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตลอดชีวิตนี้
  เทอญ.          นิพพานะ  ปัจจะโย 
โหตุ
   ( ให้ตั้งจิตอธิษฐานวันละ    จบ)

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

สัมมาทิฏฐิ ๑๐

สัมมาทิฏฐิ ๑๐

                .  ทานที่ให้แล้วมีผล

                . ยัญที่บูชาแล้วมีผล  ( การบูชาบุคคลที่ควรบูชามีประโยชน์)

                . การเซ่นสรวงมีผล  ( การสงเคราะห์ การช่วยเหลือ  การพลีกรรม มีผลดี  ไม่เปล่าประโยชน์)

                . ผลของการกระทำความดี  ความชั่วมีจริง

                . โลกนี้มีคุณ ( ชีวิตในปัจจุบันมีคุณค่ามากในการทำความดี)

                . โลกหน้ามีจริง

                . มารดามีคุณ

                . บิดามีคุณ

                . สัตว์ที่เกิดเป็นโอปปาติกะมี  ( สวรรค์ นรก มีจริง )

                ๑๐.  ในโลกนี้มีพระอรหันต์จริง ( มีผู้ฝึกตนจนละกิเลสได้จริง)

โพสท์ใน หนังสือ | ใส่ความเห็น

ประวัติศาสตร์ร่วมสมัย ยายจรูก 1

ภูมิหลังประวัติศาสตร์สังคมที่ร่วมสมัยกับยายจรูก

 

ลักษณะสังคมและวัฒนธรรมไทยก่อนสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๕  ( ก่อน พ.ศ. ๒๓๑๑    ๒๔๕๓ )

                ลักษณะสังคมและวัฒนธรรมไทยก่อนสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๕   สรุปได้ดังนี้

๑.       สังคมไทย มี ชน ๒ ชั้น  คือ  ชนชั้นผู้ปกครอง และชั้นชั้นผู้ถูกปกครอง  พระมหากษัตริย์เป็นสุดยอดของสังคม   เจ้านาย ขุนนาง จัดเป็นชนชั้นผู้ปกครอง  ผู้ถูกปกครอง ได้แก่ ราษฎร หรือไพร่ และทาส

๒.     ชาวไทยนับถือพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติด้วยความเลื่อมใสอยู่ตลอดมา   วัดเป็นสถาบันสืบทอดพระพุทธศาสนา    เป็นศูนย์กลางของชุมชนสังคมไทย   สถานที่ด้านการศึกษา สังคม และวัฒนธรรม

๓.      มีการเพาะปลูก ทำนา และ เลี้ยงสัตว์เป็นสำคัญ รายได้ของรัฐมาจากการเก็บภาษีอากร 

 

ระบบชนชั้นในสังคมไทย

มูลนาย (หรือนาย)  ผู้ที่อยู่สูงสุดเหนือกว่ามูลนายทั้งปวง  คือ พระมหากษัตริย์  พระราชาอำนาจพระองค์จะแผ่จากยอดของสังคมลงมาถึงไพร่  ซึ่งเป็นฐานของสังคมโดยผ่านการส่งทอดตามลำดับชั้นของมูลนาย  ซึ่งแบ่งออกได้เป็น ๒ พวก  คือ

๑. มูลนายโดยกำเนิด  หมายถึง ผู้อยู่ในสถานะมูลนายมาตั้งแต่กำเนิด   ได้รับพระราชทานอำนาจในการควบคุมกำลังคนในภายหลัง   มูลนายประเภทนี้  ได้แก่ เจ้านายที่เป็นเชื้อพระวงศ์ใกล้ชิดกับพระมหากษัตริย์  โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาพระเจ้าลูกเธอ และพระเจ้าหลานเธอของพระมหากษัตริย์

๒. มูลนายโดยตำแหน่ง  หมายถึง ผู้ที่เป็น หรือมิได้เป็นมูลนายโดยกำเนิดอย่างใดอย่างหนึ่ง  แต่ได้เข้ามารับราชการ  จะได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็นมูลนาย  ควบคุมไพร่ตามอำนาจความรับผิดชอบของตำแหน่งที่ตนดำรงอยู่  ศักดินา  สิทธิ อำนาจ หน้าที่ ความรับผิดชอบ และผลประโยชน์ที่ได้รับเป็นของตำแหน่งที่ดำรงอยู่     อาจแบ่งมูลนายโดยตำแหน่งตามความสูงของศักดินาออกเป็น ๒  ชั้น  คือ

      ๑)   มูลนายระดับสูง  หมายถึง ผู้ที่ถือศักดินาตั้งแต่ ๔๐๐ ไร่ขึ้นไป 

      ๒)   มูลนายระดับล่าง หมายถึง ผู้ที่ถือศักดินาต่ำกว่า ๔๐๐  ไร่  ลงมาถึงระดับต่ำสุด  ถือศักดินา ๓๐  ไร่  มูลนายระดับสูงเป็นผู้แต่งตั้งมูลนายระดับล่าง  โดยการกราบบังคมทูลให้พระมหากษัตริย์ทรงทราบ    สิทธิพิเศษของมูลนายระดับล่างมีเพียงไม่ต้องถูกสักเป็นไพร่   และเป็นสิทธิเฉพาะตัวมิได้ครอบคลุมถึงครอบครัว

 

ไพร่ หมายถึง   สามัญชนโดยทั่วไปที่มิได้เป็นมูลนายและมิได้เป็นทาส  แต่ต้องขึ้นสังกัดต่อมูลนายตามกรมกองแห่งใดแห่งหนึ่ง   มีหน้าที่มาเข้าเวรรับราชการ(ทำงาน) ตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดทุกปี  หรือต้องส่งเงิน(ส่งส่วย) หรือส่งของมาแทนแรงงาน

ช่วง พ.ศ. ๒๓๒๕   ( ร.๑)  ส่วย คือ ราษฎรหรือไพร่ส่งเงินหรือสิ่งของเป็นส่วยมาทดแทนแรงงานของตน เพื่อยกเว้นการเข้ารับราชการ  ส่วยมี  ๓ ประเภท คือ (๑) สิ่งของ ที่ราชการต้องการ   (๒) เงิน  จ่าย ๑๘ บาท ต่อปี เรียก เงินส่วย หรือเงินค่าราชการ    (๓) เครื่องบรรณาการ ของเมืองประเทศราชส่งตามกำหนด

ทาส  กฎหมายตราสามดวงระบุประเภทของทาสไว้ ๗ ประเภท  คือ ทาสสินไถ่  ทาสในเรือนเบี้ย  ทาสมาแต่บิดามารดา  ทาสท่านให้  ทาสอันได้ด้วยช่วยกังวลแห่งคนต้องทัณฑโทษ  ทาสอันได้แต่เลี้ยงมาเมื่อเกิดทุพภิกขภัย  และ ทาสเชลย   แบ่งทาสได้เป็น ๓ ประเภทใหญ่ ๆ

๑. ลูกทาส  หมายถึง เด็กที่เกิดมาในขณะที่บิดามารดาเป็นทาส  จึงถือเป็นทาสไปด้วย ( เว้นแต่กรณีมารดาเป็นไท) เรียก ลูกทาสเกิดในเรือนเบี้ย   สามารถไถ่ตัวเองจากการเป็นทาสได้ด้วยการจ่ายค่าตัวให้นายเงินตามที่กฎหมายกำหนด

๒. เชลยศึก  เป็นทาสที่ได้มาจากสงคราม  โดยเป็นพวกที่ถูกกวาดต้อนมาจากดินแดนของคนในฐานะผู้แพ้สงคราม  สังคมไทยถือว่าพวกนี้เป็นส่วนหนึ่งของสังคม  มีฐานะเป็นทาสเชลย เดิมถือว่าทาสเฉลยไม่มีค่าตัว แต่ต้องอยู่ในสถานะเป็นเชลยเช่นนี้ไปตลอดชีวิต และต่อไปถึงลูกหลานโดยไม่อาจไถ่ถอนได้  ต่อมามีกฎหมายระบุว่า นับตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๔๘ เป็นต้นไป ผู้ที่ได้ทาสเชลยมา ถ้าทาสเชลยไม่สมัครใจจะอยู่ด้วย  ก็ให้ไถ่ตัวได้ตามจำนวนค่าตัวที่ปรากฏอยู่ในกฎหมาย  ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า ทาสเชลยในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีโอกาสไถ่ตัวได้  ถ้าสามารถหาเงินค่าตัวมาให้นายเงินครบตามจำนวนที่กฎหมายกำหนด

๓. ผู้ที่ขายตัว  หรือถูกขายมาเป็นทาส  ทาสประเภทนี้ส่วนใหญ่มาจากไพร่  ซึ่งประสบปัญหาต่าง ๆ เช่น ปัญหาความอดอยาก   หนี้สิน  จึงจำเป็นต้องขายตัวหรือขายบุตรภรรยาลงเป็นทาส  เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว

สถาวะของความเป็นทาสจะคงอยู่ตราบเท่าที่ทาสไม่สามารถไถ่ตัวเองได้  แม้นายเงินถึงแก่กรรม  ทาสก็โดนต่อไปให้ทายาทของนายเงินเหมือนทรัพย์สินต่าง ๆ  อย่างไรก็ดีกฎหมายให้โอกาสทาสเป็นไทได้โดยไม่ต้องไถ่ตัวด้วยวิธีกาต่าง ๆ กัน   คือ

    ๑)   ทาสที่ไปราชการสงครามแทนนายเงิน  แล้วรอดชีวิตกลับมา

    ๒)  นายเงินอนุญาตให้ทาสบวช ซึ่งเป็นเท่ากับการปล่อยตัวให้ทาสเป็นไท

     ๓)  สำหรับทาสหญิง  ถ้าตกเป็นภรรยาของนายเงิน  หรือญาติพี่น้องของนายเงินแล้วมีลูก ก็จะมีโอกาสเป็นไทได้

     ๔)  ทาสที่รับอาญาแทนนายเงิน  หรือญาติพี่น้องของนายเงิน  ซึ่งถ้าเป็นโทษเฆี่ยนด้วยลวดหนังแล้ว  ทาสผู้นั้นก็จะได้เป็นไทแก่ตนเลย  แต่ถ้าเป็นการรับอาญาอย่างอื่นค่าตัวทาสที่ยอมรับอาญาแทนก็จะลดลงตามส่วนที่กฎหมายกำหนด

ทาสเกิดขึ้นครั้งแรก ในสังคมไทยยุคกรุงศรีอยุธยา  จากการปกครองในระบบศักดินา  วัฒนธรรมนายปกครองบ่าว  

 

การเลิกขนบไพร่     ไพร่ต้องทำงาน หรือ ส่งส่วย  ไพร่มี ๓ ประเภท  คือ ไพร่หลวง   ไพร่สะสมกำลัง และ ไพร่ส่วย

การเลิกขนบไพร่เริ่มมีตั้งแต่ ร. ๔   และมีวิธีการเลิกขนบไพร่อย่างเด็ดขาด  ในสมัย ร.๕  ดังต่อไปนี้

๑.  พ.ศ. ๒๔๔๒  การเกณฑ์คนเข้ารับราชการไพร่ให้ถือเกณฑ์อายุ ๑๘ ปีเป็นสำคัญ  และให้ถืออายุ ๖๐ ปี เป็นปีปลดจากการเป็นไพร่  และถือว่ากำนัน และนายอำเภอ เป็นผู้ควบคุมไพร่แทนมูลนายซึ่งไม่อาจควบคุมดูแลทั่วถึง

๒. พ.ศ. ๒๔๔๔  รัฐบาลได้เก็บเงินข้าราชการอย่างสูงคนละ ๖ บาท  จากบรรดาชายฉกรรจ์ซึ่งมีอายุระหว่าง ๑๘ ปี ถึง ๖๐ ปี ซึ่งหมายความว่ารัฐบาลเลิกเกณฑ์ค่าแรงราษฎร

๓. พ.ศ. ๒๔๔๘  รัฐบาลประกาศรับสมัครเป็นข้าราชการทหาร มีเงินเดือน

๔. พ.ศ. ๒๔๔๙  รัฐบาลให้สิทธิคนขยันไม่ต้องกะเกณฑ์ทหาร

การเลิกขนบทาส ในรัชการที่ ๔  ได้มีการออกกฎบังคับมิให้พ่อแม่และสามีขายลูกและภรรยาของตนลงเป็นทาสโดยเจ้าตัวไม่สมัครใจ  และถ้าบุตรหรือภรรยายอมให้ขายตัวเป็นทาสได้  ค่าตัวที่ตกลงกันนั้นก็ต้องเป็นค่าตัวที่ทาสนั้นยินยอมด้วย

 

ระบบเงินตรา ที่ใช้กันในสมัยรัชกาลที่ ๑ ๓ ( พ.ศ. ๒๓๒๕ ๒๓๙๔ )   มีดังนี้

๑)      เงินพดด้วง  ลักษณะก้อนกลม  ทำด้วยเงินบริสุทธิ์  มีน้ำหนักตามราคา

๒)     เงินพดด้วงในรัชกาลที่ ๑  ให้ประทับตราจักรกับตราบัวอุณาโลม  มี ๖ ขนาด  คือ ชนิดราคา ๑ บาท  ๒ สลึง  ๑ สลึง ๑ เฟื้อง ๒ ไพ และ ๑ ไพ

๓)     เงินพดด้วงในรัชกาลที่ ๒ ใช้ตราจักรกับตราครุฑ  มี ๔  ขนาด คือ ชนิด ๑ บาท    สลึง  ๑ สลึง และ ๑ เฟื้อง

๔)     เงินพดด้วงในสมัยรัชกาลที่ ๓  ใช้ตราปราสาทกับตราจักร  หรือเรียกว่า เก๋งจีน มี ๖ ขนาด  คือ ราคา ๑ บาท ๒ สลึง  ๑ สลึง  ๑ เฟื้อง    ๒ ไพ และ   ๑ ไพ 

เหรียญกษาปณ์ รุ่นแรก สมัยรัชกาลที่ ๔   ( พ.ศ. ๒๔๐๓)  มี ๔  ขนาด

                คือ      บาท     สลึง    สลึง  และ ๑ เฟื้อง   และมีเหรียญทองคำ เป็นชนิดเหรียญ ๑๐  สลึง

หน่วยเงินตราใหม่ที่เรียกว่า สตางค์  สมัย รัชกาลที่ ๕    ( พ.ศ. ๒๔๔๑)

                ร.๕ เปลี่ยนมาตราเงินไทยจาก ชั่ง  ตำลึง  บาท สลึง เฟื้อง   ซีก  อัฐ และ โสฬส  มาเป็น สตางค์   เหรียญสตางค์ที่ผลิตครั้งแรกมี ๔ ชนิด คือ ๒๐  สตางค์ ๑๐  สตางค์    สตางค์  และ ๒ /๑ สตางค์

โพสท์ใน ท่องเที่ยว | ใส่ความเห็น

ประวัติศาสตร์ร่วมสมัย ยายจรูก 2

เหตุการณ์/ภูมิหลัง /สังคม /วัฒนธรรม  เพื่อการเปรียบเทียบ

 

พ.ศ. ๑๒๒๐           ตั้งวัดพระชีบัวแก้ว  ต.หนองใหญ่  อ.ปราสาท  จ.สุรินทร์

พ.ศ. ๑๕๐๐ ๑๘๐๐   ยุคนคร  ( อังกอร์ ) สร้างปราสาทต่าง ๆ เช่น ปราสาทพนมรุ้ง  ปราสาท พิมาย  ปราสาทบ้านพลวง   ปราสาทศีขรภูมิ   

พ.ศ. ๑๗๘๑            สถาปนาอาณาจักรสุโขทัย

พ.ศ. ๑๘๙๓            สถาปนากรุงศรีอยุธยา  เป็นราชธานี

พ.ศ. ๑๙๐๐               เมืองสุรินทร์ เป็นหัวเมืองที่ขึ้นต่อศูนย์กลางอำนาจขอมเมืองพิมาย     เพราะสัมพันธไมตรีอันแนบแน่นระหว่างสุโขทัยกับพิมาย ทำให้ทั้งสองเมืองไม่มีกรณีพิพาทรบพุ่งกัน ดินแดนแคว้นพิมายอันรวมถึงสุรินทร์ด้วยจึงอยู่อย่างสงบ    หลักฐานเป็นจารึกพบที่พิมายระบุว่า เจ้าผู้ครองสุโขทัยรัชกาลแรกมีศักดิ์เป็นราชบุตรเขยของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ 

พ.ศ. ๑๙๐๐ – ๒๓๐๐   เมืองสุรินทร์เป็นเมืองในป่า( เขมรป่าดง) ปลอดจากการรบกวนของกองกำลังภายนอกและการเกณฑ์แรงงานเข้าเดือน  เป็นช่วงที่มีการอพยพของกลุ่มชนชาติพันธุ์ต่าง ๆ   เมืองในป่าที่เต็มไปด้วยการอพยพเข้า

พ.ศ. ๑๙๒๕           คริสโตเฟอร์   โคลัมบัส  ค้นพบอเมริกา  ( ค.ศ. ๑๔๙๒  )

พ.ศ. ๑๙๘๑            สิ้นสุดของอาณาจักรสุโขทัย

พ.ศ. ๒๑๐๐             ตั้งวัดปราสาทบ้านจารย์ ต.บ้านจารย์  อ.สังขะ  จ.สุรินทร์

พ.ศ. ๒๒๐๐           เมืองสุรินทร์ ยังเป็นหัวเมืองที่ขึ้นต่อศูนย์กลางอำนาจขอมเมืองพิมาย

พ.ศ. ๒๒๑๘          ตั้งวัดแจ้งสง่างาม  ตำบลไพล  อำเภอปราสาท จ.สุรินทร์

พ.ศ. ๒๒๗๒         ตั้งวัดอาวุธยุทธยาราม  บ.อาวุธ    ต.แตล  อ.ศีขรภูมิ  จ.สุรินทร์ 

พ.ศ. ๒๒๙๙           สร้างวัดกลาง    เมืองสังขะ  จ.สุรินทร์

พ.ศ. ๒๓๐๐           สร้างวัดเกตุวราราม  ณ บ้านสำโรงทาบ  อ.สำโรงทาบ   จ.สุรินทร์  

พ.ศ. ๒๓๐๐           ตั้งวัดเต่าทอง  ต.สะกาด  อ.สังขะ  จ.สุรินทร์

พ.ศ. ๒๓๐๐           บ้านตาเจียด  ป่าโคกมะสุด ( ขนายตำแร็จ)  ต.ทุ่งมน  เป็นสถานที่เลี้ยงช้าง  ของชนพื้นเมืองสายตระกูลข่า

พ.ศ. ๒๓๐๒          ในสมัยเมืองพิมายเป็นหัวเมืองชั้นเอก ดูแลเขตขันธสีมาหัวเมืองลาวและเขมรป่าดง   ช้างเผือกเชือกสำคัญสลัดโซ่หนีจากโรงช้างหลวงกรุงศีอยุธยา  มาที่สุรินทร์  ผู้นำ ๖ ท่าน( เชียงปุม , ตากะจะ , เชียงขัน, เชียงฆะ, เชียงสี, เชียงไชย) ช่วยกับจับช้างส่งกลับคืน

พ.ศ. ๒๓๐๓          สร้างวัดศรีลำยอง  สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย

พ.ศ. ๒๓๐๔          ตั้งวัดปราสาททอง  ต.ปราสาททอง อ.เขวาสินรินทร์ จ.สุรินทร์

พ.ศ.  ๒๓๐๖         หลวงสุรินทรภักดี (เชียงปุม) ซึ่งเดิมเป็นหัวหน้าหมู่บ้านเมืองที ได้ขอให้เจ้าเมืองพิมายกราบบังคมทูลขอพระกรุณาโปรดเกล้าฯ จากพระเจ้าอยู่หัวพระที่นั่งสุริยามรินทร์ ย้ายหมู่บ้านจากบ้านเมืองที มาตั้งอยู่บริเวณบ้านคูประทาย บริเวณซึ่งเป็นที่ตั้งเมืองสุรินทร์ในปัจจุบันนี้ เนื่องจากเห็นว่าเป็นบริเวณที่มีชัยภูมิเหมาะสม มีกำแพงค่ายคูล้อมรอบ ๒ ชั้น มีน้ำอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การประกอบอาชีพและอยู่อาศัย ต่อมาหลวงสุรินทรภักดีได้กระทำความดีความชอบเป็นที่โปรดปราน จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกบ้านคูประทายเป็น เมืองประทายสมันต์และเลื่อนบรรดาศักดิ์หลวงสุรินทรภักดี เป็นพระสุรินทรภักดีศรีณรงค์จางวาง ให้เป็นเจ้าเมืองปกครอง

พ.ศ. ๒๓๐๖          สร้างวัดกลาง ในตัวเมืองสุรินทร์    เป็นศูนย์ราชการ และ เคยเป็นสถานที่ถือน้ำพิพัฒน์สัตยา

พ.ศ. ๒๓๑๐           กรุงศรีอยุธยาแตก  เสียกรุงแก่พม่า

พ.ศ. ๒๓๑๐           พระยาตากสินมหาราช สถาปนากรุงธนบุรี   

พ.ศ. ๒๓๑๑           ตั้งวัดเหนือ  ต.รัตนบุรี  อ.รัตนบุรี  จ.สุรินทร์

พ.ศ. ๒๓๑๑         พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกในสมัยพระเจ้าตากสิน          ได้รับราชการมีฐานันดรศักดิ์เป็น       พระราชวรินทร์ ( กรมพระตำรวจหลวง ) เมื่อเสร็จศึกในการปราบชุมนุมพิมาย ได้เลื่อนขึ้นเป็น พระยาอภัยรณฤทธิ์
พ.ศ. ๒๓๑๙      พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเป็นแม่ทัพไปตีเขมรป่าดง ( สุรินทร์ ขุขันธ์ สังขะ ) แคว้นลาวทางใต้ ได้เมืองจำปาศักดิ์ สีทันดร อัตตะปือ เสร็จศึกได้เลื่อนขึ้นเป็น สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก

พ.ศ. ๒๓๑๙         พื้นที่ทุ่งมนเป็นเส้นทางผ่านของกองทัพกรุงธนบุรี (สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก) ที่เข้ามาปราบ 

พ.ศ. ๒๓๑๙          ตั้งวัดนรนิวาสราษฎร์สามัคคี ต.ขอนแตก  อ.สังขะ  จ.สุรินทร์

พ.ศ. ๒๓๑๙         ตั้งวัดสง่างาม ต.คอโค  อ.เมือง จ.สุรินทร์

พ.ศ. ๒๓๒๐         ตั้งวัดโนนรัง  บ.โนนสูง  ต.บะ  อ.ท่าตูม  จ.สุรินทร์

พ.ศ. ๒๓๒๐         ตั้งวัดโพธิพฤษาราม     บ้านพงสวาย   ต. ท่าตูม  อ.ท่าตูม  จ.สุรินทร์

พ.ศ. ๒๓๒๐         ประมาณว่า เป็นปีเกิดของยายจรูก   เกิดที่เวียงจันทร์   ในครอบครัวเจ้าคนนายคน เชื้อสายเจ้าขุนมูลนาย

พ.ศ. ๒๓๒๑           พระวรราชภักดีและพระตา  ได้หนีปัญหาความวุ่นวายที่เวียงจันทร์พร้อมไพร่พลจำนวนหนึ่งเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารอยู่ที่บ้านหนองบัวลุ่มภู  คือที่เป็นจังหวัดหนองบัวลำภูปัจจุบัน  พระเจ้าศิริบุญสารแห่งเวียงจันทร์ถือว่าเป็นการหมิ่นพระเกียรติและคิดการกบถ  จึงยกทัพตามมาปราบ  ในการต่อสู้ครั้งสุดท้าย  พระวรราชภักดีเสียทีจนต้องสูญเสียพระตาผู้พี่ชายในสนามรบ  จึงถอยทัพและนำกำลังพลพร้อมครอบครัวอพยพลงมาทางใต้        มาลงเรือที่เมืองสุรพินนิคม       ( ท่าตูม)   ไปขึ้นฝังที่อุบลราชธานี  พร้อมกับมีหนังสือถึงเจ้าเมืองจำปาศักดิ์เพื่อขอลี้ภัย 

พ.ศ. ๒๓๒๑            เจ้าเวียงจันทร์คิดข่มเหงราษฎร  บ้านเมืองได้รับความเดือดร้อน  สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีจึงได้ให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกและเจ้าพระยาสุรสีห์เป็นแม่ทัพหลวง      ยกกำลังขึ้นมาทางพิมายแต่งข้าหลวงออกมาเกณฑ์กำลังคูปะทาย  เมืองสังขะ  และเมืองรัตนบุรีเป็นทัพหน้า   ยกล้อมเมืองเวียงจันทร์ ได้ทำการรบพุ่งเป็นสามารถ  เมืองจันทร์ยอมแพ้ขึ้นต่อกรุงธนบุรี 

พ.ศ. ๒๓๒๑              พื้นที่ทุ่งมนเป็นเส้นทางผ่านของกองทัพกรุงธนบุรี และเกณฑ์คนไปรบที่เวียงจันทร์

พ.ศ. ๒๓๒๒      ประมาณว่าครอบครัวยายจรูก ซึ่งขณะนั้นท่านมีอายุ ๒ ขวบ ได้อพยพสู่พื้นที่จังหวัดสุรินทร์ที่ใดที่หนึ่ง  ประกอบอาชีพเลี้ยงสัตว์    การค้าขาย         มีข้าทาส บริวารับใช้   และมีความใกล้ชิดกับระบบการปกครองในพื้นที่

พ.ศ. ๒๓๒๒             ตั้งวัดโพธิ์ศรีธาตุ  ต.ธาตุ  อ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์

พ.ศ. ๒๓๒๕ ( ร.๑)   สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์  ร.๑  ขึ้นครองราชย์  เป็นต้นพระบรมราชวงศ์จักรี

พ.ศ. ๒๓๒๕  ( ร.๑)  ตั้งวัดชูประศาสนาราม  ต.ยาง อ.ศีขรภูมิ จ.สุรินทร์

พ.ศ. ๒๓๒๕  ( ร.๑)  ตั้งวัดเทพนิมิต ต.กระออม   อ. สำโรงทาบ จ.สุรินทร์

พ.ศ. ๒๓๒๙ ( ร.๑ )   พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อเมืองประทายสมันต์เป็น เมืองสุรินทร์ตามสร้อยบรรดาศักดิ์ของเจ้าเมือง

ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑    ทรงจัดการปกครองหัวเมืองทางแผ่นดินสูงตอนริมแม่น้ำโขง      เป็นประเทศราช ๓ เมือง คือ เมืองเวียงจันทร์   เมืองนครพนม   และเมืองนครจำปาศักดิ์   และให้เมืองนครราชสีมา ปกครองเมืองเขมรป่าดง และเมืองดอนที่ไม่ขึ้นต่อ ประเทศราช ทั้ง ๓     นครราชสีมาเป็นเมืองเอก

พ.ศ. ๒๓๓๐  (ร.๑)   ประมาณว่า  ยายจรูกอายุ ๑๐  ปี  รับผิดชอบตนเองได้ดี  มีภาวะผู้นำ    ฝึกการขี่ม้า ฝึกการรบ   และช่วยงานครอบครัว   เรียนรู้ทั่วไป  ได้รู้จักกับเจ้าเมือง หรือเจ้าขุนมูลนายบ้างตามโอกาส

พ.ศ. ๒๓๓๐   (ร.๑)  ตั้งวัดโพธิ์ศรีไกลเสนียด  ต.หนองบัว  ต.ท่าตูม   จ.สุรินทร์

พ.ศ. ๒๓๓๔   (ร.๑)   ตั้งวัดแจ้ง ณ บ้านแก ต.แก อ.รัตนบุรี  จ.สุรินทร์ หลวงพ่อหลักคำ  เป็นผู้นำในการสร้าง

พ.ศ. ๒๓๓๔   (ร.๑)  ตั้งวัดโพธาราม  ต.สังขะ  อ.สังขะ  จ.สุรินทร์

พ.ศ. ๒๓๓๖  ( ร.๑)  ตั้งวัดมูลานิเวศน์  ต.ท่าสว่าง  อ.เมือง จ.สุรินทร์

พ.ศ. ๒๕๓๘ (ร.๑)    ประมาณว่า ยายจรูก มีอายุ ๑๘ ปี  ก็ได้แต่งงานกับตาสู   ทหารหรือตำรวจบ้าน  หรือ ผู้นำชุมชน  แล้วออกเรือนทำมาหากินสร้างฐานะครอบครัว  อาศัยอยู่ที่บ้านทุ่งมน

พ.ศ. ๒๓๔๐   (ร.๑)  ตั้งวัดโพธิ์ศรีวิเวก  ต.บะ  ต.ท่าตูม  จ.สุรินทร์

พ.ศ. ๒๓๔๐  (ร.๑)  ตั้งวัดหมื่นศรีใหญ่   ต.หมื่นศรี  อ.สำโรงทาบ  จ.สุรินทร์

พ.ศ. ๒๓๔๑   (ร.๑)   ทุ่งมนเป็นเส้นทางผ่านและเกณฑ์กำลังพลเป็นทหารของพระยาสุรินทรภักดีศรีณรงค์(แต็ย) เจ้าเมืองคนที่ ๒ ไปช่วยทัพหลวงที่เมืองเชียงใหม่แต่กลับไปกรุงเทพแทน

พ.ศ. ๒๓๔๒  (ร.๑)   ตั้งวัดเพชรบุรี  ต.สมุด  อ.ปราสาท  จ.สุรินทร์

พ.ศ. ๒๓๔๓ (ร.๑)    ตั้งวัดสว่างบ้านผือ  ต.รัตนบุรี อ.รัตนบุรี  จ.สุรินทร์ 

พ.ศ. ๒๓๔๕  (ร.๑)   ตั้งวัดปทุมทอง ต.ท่าตูม  อ.ท่าตูม  จ.สุรินทร์

พ.ศ. ๒๓๔๔ (ร.๑)   ตั้งวัดสว่างอารมณ์  บ.นาแห้ว   ต. สวาย    อ.เมือง จ.สุรินทร์

พ.ศ. ๒๓๔๕  (ร.๑)   ตั้งวัดปทุมศิลาวารี   ต.ท่าตูม  อ.ท่าตูม  จ.สุรินทร์

พ.ศ. ๒๓๔๕ (ร.๑)   ตั้งวัดอัมพาวารินทร์  ต. หนองบัว   อ. ท่าตูม จ.สุรินทร์

พ.ศ. ๒๓๔๗  ( ร.๑)  เกิดสงครามโลกครั้งที่ ๑  ( ๒๘ มิ.ย. )

พ.ศ. ๒๓๔๘  (ร.๑)    ลูกทาสเกิดในเรือนเบี้ย  สามารถไถ่ตัวเองได้

พ.ศ. ๒๓๔๘ ( ร.๑)    ทาสเชลยสามารถไถ่ตัวเองได้ /   เกิดกฎหมายตรา ๓  ดวง

พ.ศ. ๒๓๔๙  ( ร.๑)   ตั้งวัดจุมพลสุทธาวาส ในตัวเมือง    จ.สุรินทร์

พ.ศ. ๒๓๕๑ ( ร.๑)    สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ ๑     (  ๑๑  พ.ย. )

พ.ศ. ๒๓๕๒  (ร.๑)   สิ้นสุดสมัยรัชกาลที่ ๑  เสด็จสวรรคต ๗ กันยายน  ๒๓๕๒

พ.ศ. ๒๓๕๖  ( ร.๒)  ตั้งวัดใต้บูรพารา  ต.รัตนบุรี อ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์

พ.ศ. ๒๓๖๐  (ร.๒)   ประมาณว่า  ยายจรูก ซึ่งเป็นชื่อที่ชาวบ้านเรียกขานกันนั้น  มีอายุแล้วได้   ๔๐  ปี    แต่งงานมาแล้ว  ๒๒    ปี  มีบุตร ๕ คน   คนโต อายุ  ๑๖   ขวบ   คนเล็กสุดอายุ     ขวบ  มีการบริหารจัดการด้วยตนเองได้อย่างดี  ฐานะร่ำรวย มีฝูงวัว  มีที่ดินจำนวนมาก  มีกองคาราวานขนเกลือ มีการค้าขายระหว่างเมือง  มีที่นาพอเลี้ยงครอบครัวและบริวาร   เป็นนายเงิน  เป็นคหบดี  เป็นผู้สื่อสารกับเจ้าเมือง  เป็นผู้เก็บส่วย   เป็นผู้นำที่กล้าหาญ มี ข้าทาสบริวารรับใช้จำนวนมาก  เดินทางด้วยการขี่ม้า

พ.ศ. ๒๓๖๐  ( ร.๒)   ยายจรูกพร้อมครอบครัว และบริวารสร้างวัดอุทุมพร

โพสท์ใน ท่องเที่ยว | 2 ความเห็น

ประวัติศาสตร์ร่วมสมัยยายจรูก บรรพสตรีของชาวทุ่งมน 3

พ.ศ. ๒๓๖๒ (ร.๒)  มีข่าคนหนึ่งชื่อ อ้ายสาเกียดโง้ง ตั้งตัวเป็นผู้วิเศษขึ้นที่เมืองสาลวันทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง รวมรวบสมัครพรรคพวกได้หลายพัน ยกทัพมาตีเมืองนครจำปาศักดิ์ เจ้านครจำปาศักดิ์ (หมาน้อย) สู้ไม่ได้ต้องทิ้งเมืองหนีมา รัชกาลที่ ๒ จึงให้พระยานครราชสีมายกกองทัพออกไปปราบปราม และสั่งเจ้าอนุราชแต่งกองทัพเมืองเวียงจันทน์ ลงมาช่วยปราบปรามด้วยอีกพวกหนึ่ง เจ้าอนุราชจึงให้ราชบุตร (โย้) ซึ่งเป็นบุตรคุมกองทัพ ไปถึงเมืองจำปาศักดิ์ก่อนกองทัพเจ้าพระยานครราชสีมา เจ้าราชบุตรรบชนะพวกขบถจับได้ตัวอ้ายสาเกียดโง้งกับพรรคพวกเป็นอันมาก ส่งเข้ามาถวายยังกรุงเทพฯ เมื่อเสร็จจากการปราบขบถครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ตั้งเจ้าราชบุตร (โย้) ให้เป็นเจ้าครองนครจำปาศักดิ์ และทรงไว้วางพระราชหฤทัยในเจ้าอนุ เจ้าอนุจึงมีอำนาจตลอดลำแม่น้ำโขงลงมาจนถึงฝ่ายใต้

พ.ศ. ๒๓๖๒         ทุ่งมนเป็นเส้นทางผ่านและเกณฑ์กำลังพลเป็นทหารไปปรามปรามโจรขบถที่จำปาศักดิ์    กองกำลังนครราชสีมามีกองกำลังช้างจากสุรินทร์ เป็นทัพหน้ายกเข้าปราบปรามจำสำเร็จ

พ.ศ. ๒๓๖๔  (ร.๒)   ตั้งวัดโพธิ์ทอง  ต.กระโพ  อ.ท่าตูม  จ.สุรินทร์  

พ.ศ. ๒๓๖๗             ร.๒  สวรรคต  วันที่ ๒๑ กรกฎาคม  พุทธศักราช  ๒๓๖๗

พ.ศ. ๒๓๖๗ ( ร.๓)   ตั้งวัดนิคมเขต ต.ตานี อ.ปราสาท จ.สุรินทร์

พ.ศ. ๒๓๖๘ (ร.๓)   ตั้งวัดแจ้งบูรพา     ตำบลเป็นสุข     จ.สุรินทร์  

พ.ศ. ๒๓๖๙  ( ร.๓)   ทำสนธิสัญญาเบอร์นีกับอังกฤษ

พ.ศ. ๒๓๖๙ (ร.๓)  ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เจ้าอนุรุทธราช (เจ้าอนุวงศ์) ผู้ครองนครเวียงจันทน์ ได้ขอครอบครัวลาวที่เมืองสระบุรี ซึ่งถูกกวาดต้อนมาจากเวียงจันทน์ ในคราวสงครามครั้งที่ได้พระพุทธปฏิมากรแก้วมรกต มาประดิษฐานไว้ ณ กรุงธนบุรีนั้น เมื่อไม่ได้ดังประสงค์ก็ก่อการกบฏ โดยยกกองทัพจะลงมาตีกรุงเทพมหานคร  เมื่อเจ้าอนุราชยกกองทัพมาถึงเมืองนครราชสีมา และเข้าโจมตีเมืองนั้น พระยาปลัด (พระยาสุริยเดชวิเศษฤทธิ์ทศทิศวิชัย) ผู้รักษาเมืองไม่อยู่ เพราะไปปราบการจราจลที่เมืองขุขันธ์ กองทหารของเจ้าอนุราชจึงตีเมืองนครราชสีมาได้โดยง่ายและ กวาดต้อนกรมการเมือง ตลอดจนพลเมืองทั้งชายหญิงไปเป็นเชลย เมื่อวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๓๖๙ ในระหว่างการเดินทางคุณหญิงโมภรรยาพระปลัด ได้คิดอุบายกับกรมการเมือง ให้ชาวบ้านเชื่อฟังทหารผู้ควบคุม แกล้งทำกลัวเกรงและประจบเอาใจ จนทหารของเจ้าอนุตลอดจนเพี้ยรามพิชัย ซึ่งเป็นผู้ควบคุมให้ความไว้วางใจ และพยายามถ่วงเวลาในการเดินทาง แล้วลอบส่งข่าวถึงเจ้าเมืองนครราชสีมา เจ้าพระยากำแหงสงครามรามภักดี (ทองอินทร์ ณ ราชสีมา) และพระยาปลัด จนกระทั่งเดินทางมาถึงทุ่งสัมฤทธิ์แขวงเมืองพิมาย ได้พักตั้งค่ายค้างคืนอยู่ ณ ที่นั้น คุณหญิงโมได้ออกอุบาย ให้ชาวเมืองนำอาหารและสุรา ไปเลี้ยงดูผู้ควบคุมอย่างเต็มที่ จนทหารต่างก็เมามายไม่ได้สติ หมดความระมัดระวัง พอตกดึกก็พร้อมกันจับอาวุธ ไล่ฆ่าทหารเวียงจันทน์ตายเป็นจำนวนมาก แล้วหาชัยภูมิตั้งมั่นอยู่ ณ ที่นั้น เจ้าอนุทราบข่าวก็ให้เจ้าสุทธิสาร (โป้) บุตรคนใหญ่คุมกำลังทหารเดินเท้าประมาณ ๓,๒๐๐ คน และทหารม้าประมาณ ๔,๐๐๐ คน รีบรุดมาทำการปราบปรามทำการต่อสู้รบกันถึงตลุมบอน แต่คุณหญิงโมก็จัดขบวนทัพ กรมการผู้ใหญ่คุมพลผู้ชาย ตัวคุณหญิงโมคุมพลผู้หญิงออกตี กองทัพพวกเวียงจันทน์แตกยับเยิน พอดีเจ้าอนุราชได้ข่าวว่ากองทัพจากกรุงเทพฯ ยกขึ้นมาช่วยชาวเมืองนครราชสีมา จึงต้องรีบถอนกำลังออกจากเมืองนครราชสีมา    เมื่อวันที่   ๒๓   มีนาคม    ๒๓๖๙        วีรกรรมที่คุณหญิงโมได้ประกอบขึ้นที่ทุ่งสัมฤทธิ์ครั้งนั้น   พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาคุณ หญิงโมดำรงฐานันดรศักดิ์ เป็นท้าวสุรนารี และพระราชทานเครื่องยศทองคำประดับเกียรติ

พ.ศ.  ๒๓๗๐ (ร. ๓)   ทุ่งมนเป็นเส้นทางผ่านของกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพล และเกณฑ์กำลังพลเป็นทหารของกองกำลังเขรป่าดง    กองทัพช้างนำโดย พระยาสุรินทรภักดีศรีไผทสมันต์ ( สุน ) จัดกำลังเป็นทัพหน้าเต็มอัตราศึก ไปปราบกบถอนุราชแห่งเมืองเวียงจันทร์

พ.ศ. ๒๓๗๓ (ร.๓)  ตั้งวัดเลียบ  ต.ไผ่ อ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์ 

พ.ศ. ๒๓๗๓ (ร.๓)  ตั้งวัดสลักได  ต.สลักได อ.เมือง จ.สุรินทร์

พ.ศ. ๒๓๗๔ (ร.๓)   ตั้งวัดเพี้ยราม ต.เพี้ยราม  อ.เมือง จ.สุรินทร์

พ.ศ. ๒๓๗๔ (ร.๓)   ตั้งวัดสว่างหนองกา  ต.รัตนบุรี  อ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์
พ.ศ. ๒๓๗๕  (ร.๓)  สหรัฐอเมริการเข้ามาทำสนธิสัญญาไมตรีและพาณิชย์

พ.ศ. ๒๓๗๖  (ร.๓)  ตั้งวัดศิลาอาสนาราม  ต.สะเดา  อ.บัวเชด  จ.สุรินทร์

พ.ศ. ๒๓๗๖ (ร.๓)  ตั้งวัดสามัคคีศรีบูรพา (ขอนแตก ) ต.ขอนแตก อ.สังขะ จ.สุรินทร์

พ.ศ. ๒๓๘๐  (ร.๓)  ตั้งวัดโพธิ์สว่างโพนครก   ต.โพนครก  อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์

พ.ศ. ๒๓๘๑ (ร.๓)  ตั้งวัดสว่างบ้านว่าน  ต.บุแกรง อ.จอมพระ  จ.สุรินทร์

พ.ศ. ๒๓๘๖ (ร.๓)   สร้างวัดกลาง  ณ ศรีนครเตา   เมืองรัตนบุรี โดย พระศรีนครชัย (พวน) เจ้าเมืองรัตนบุรี

พ.ศ. ๒๓๘๖ (ร.๓)  ตั้งวัดสว่างหนองบัวทอง   ต. หนองบัวทอง   อ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์

พ.ศ. ๒๓๘๘ (ร.๓)  ตั้งวัดศรัทธาวารี  ต.ไพรขลา  อ.ชุมพลบุรี จ.สุรินทร์

พ.ศ. ๒๓๘๙ (ร.๓)  ตั้งวัดหนองบัว (ตระเปียงโชค)  ต.ในเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์

พ.ศ. ๒๓๙๐ (ร.๓)   ตั้งวัดปราสาทศิลาราม ต.เฉนียง  อ.เมือง  จ.สุรินทร์

พ.ศ. ๒๓๙๑ (ร.๓)   ตั้งวัดทุ่งสว่าง  ต.เทนนีย์  อ.เมือง จ.สุรินทร์

พ.ศ. ๒๓๙๑  (ร.๓)  ตั้งวัดพิฤกทักษิณ  ต.ตาอ็อง  อ.เมือง จ.สุรินทร์

พ.ศ. ๒๓๙๑  (ร.๓)  ตั้งวัดโพธิ์ชัย   ต. หนองบัว  อ. ท่าตูม   จ.สุรินทร์

พ.ศ. ๒๓๙๓  (ร.๓)  เกี่ยวข้องกับสหรัฐอเมริการและอังกฤษ

พ.ศ. ๒๓๙๔ ( ร.๔ )  ขึ้นครองราชย์   เมื่อวันพุธ เดือน ๕ ขึ้น ๑ ค่ำ ปีกุน พ.ศ. ๒๓๙๔ 

พ.ศ. ๒๓๙๖   (ร.๔)     โปรดเกล้าฯ ให้ใช้ "หมาย"   แทนเงินตรา

พ.ศ. ๒๓๙๗  (ร.๔)   ตั้งวัดทรายขาว ต.สะกาด อ.สังขะ จ.สุรินทร์  โดยพระตน จากวัดเต่าทอง
พ.ศ. ๒๓๙๘  ( ร. ๔ ) ทำสัญญาสนธิเบาริ่ง กับอังกฤษ เกี่ยวข้องกับการค้าขายระหว่างประเทศ  มีผลทำให้คนต่างชาติเข้าประเทศมากขึ้น ประเทศต้องปรับตัวมาก

( ร.๔ ) เริ่มยกเลิกขนบไพร่บางอย่าง  เช่น ไพร่เริ่มมีสิทธิถวายฎีการ้องทุกข์ต่อพระมหากษัตริย์ และ สามารถเข้าเฝ้าได้

(ร.๔)  ออกกฎบังคับมิให้พ่อแม่และสามีขายลูกและภรรยาของตนลงเป็นทาสโดยเจ้าตัวไม่สมัครใจ  และถ้าบุตรหรือภรรยายอมให้ขายตัวเป็นทาสได้  ค่าตัวที่ตกลงกันนั้นก็ต้องเป็นค่าตัวที่ทาสนั้นยินยอมด้วย

พ.ศ. ๒๓๙๙  ( ร.๔)   ตั้งวัดแจ้งสว่าง (ตากลาง) ตำบลกระโพ  อำเภอท่าตูม จ.สุรินทร์

พ.ศ. ๒๔๐๒  (ร.๔)  ตั้งวัดประทุมทอง ต.ทุ่งมน  อ.ปราสาท   จ.สุรินทร์

            หลวงพ่อคง สร้างวัดประทุมทอง    ขณะนั้น ตามิง แต่งานกับยายไอแล้ว  มีลูกแล้วด้วย

พ.ศ. ๒๔๐๓ ( ร.๔)    ตั้งโรงงานกษาปณ์ผลิตเงินเหรียญ

พ.ศ. ๒๔๐๕ (ร.๔)   ผลิตเหรียญดีบุก เพื่อใช้แทนเบี้ยแปะ  เหรียญดีบุก มี ๒ ชนิด  คือ  อัฐ และ โสฬส

พ.ศ. ๒๔๑๐  ( ร. ๔)    เสียดินแดนพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศเขมรและเกาะ ๖ เกาะ แก่ฝรั่งเศส

พ.ศ. ๒๔๑๐  (ร.๔)   ประมาณว่า ยายจรูก อายุ ๙๐  ปี     ทำบุญฉลองพนม  นิมนต์พระ    วัด     ให้ทานด้วยมือของตนเอง เป็นเงินเหรียญ ถ้าคนท้องให้ ๒ เหรียญ

พ.ศ. ๒๔๑๑ ( ร.๔)      สวรรคต  เมื่อ  ๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๑๑ 

พ.ศ. ๒๔๑๑ ( ร.๕ )    ร. ๕  ขึ้นครองราชย์   ดำเนินนโยบายเลิกทาส  เลิกทาสเป็นขั้นเป็นตอน  ลูกทาสไถ่ตนเองได้ง่ายขึ้น 

พ.ศ. ๒๔๑๔   ( ร.๕)    เปิดโรงเรียนทหารมหาดเล็ก

พ.ศ. ๒๔๑๕ ( ร.๕)   เปิดโรงรียนสตรีแห่งแรกในประเทศไทย  ชื่อ  โรงเรียนกุลสตรีวังหลัง   พวกมิชชันนารี ตั้งโรงเรียนหลายแห่งในประเทศไทย

พ.ศ. ๒๔๑๗  (ร.๕)    ปรับปรุงการปกครองประเทศ  ตั้งสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน  รัฐบาลได้ตัดสินใจเลิกขนบไพร่อย่างเด็ดขาด   ตรา พรบ.เกษียณอายุลูกทาสไทย

พ.ศ. ๒๔๑๗  (ร.๕)    ออก พรบ. กำหนดพิกัดเกษียณอายุลูกทาส  ออกกฎหมายเลิกทาสตามมณฑลต่าง ๆ   

พ.ศ. ๒๔๑๗  (ร.๕)   ใช้ธนบัตรเป็นเงินตรา ผลิตชนิด ๑ อัฐ 

พ.ศ. ๒๔๒๐  (ร.๕)   ประมาณว่า ยายจรูก อายุ ๑๐๐ ปี  เริ่มปล่อยทาสให้เป็นไท  แบ่งที่ดินทำกินให้

พ.ศ. ๒๔๒๒ ( ร.๒)  ยายอม   เกิด   ลูกยายไอ 

พ.ศ. ๒๔๒๓ ( ร.๕ ) รับสมัครพวกไพร่เข้าเป็นทหาร ได้รับเงินเดือน

พ.ศ. ๒๔๒๓ (ร.๕)  ตั้งวัดอมรินทราราม  ต.ตาเบา  อ.ปราสาท  จ.สุรินทร์

พ.ศ. ๒๔๒๕ ( ร.๕) เปลี่ยนแปลงระบบไพร่  การประกาศรับสมัครทหาร  มีโรงเรียนทหาร มี พรบ.ทหารหลายฉบับ

พ.ศ. ๒๔๒๗ (ร.๕)  ตั้งโรงเรียนสำหรับราษฎรแห่งแรก ชื่อ โรงเรียนวัดมหรรณพาราม

พ.ศ. ๒๕๓๐  (ร.๕)  ตาคลิม เกิด บ.แสรโอ

พ.ศ. ๒๔๓๑  ( ร. ๕)    เสียดินแดนพื้นที่แคว้นสิบสองจุไทย แก่ฝรั่งเศส

พ.ศ. ๒๔๓๔ (ร.๕)   พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้โปรดให้รวบรวมหัวเมืองในเขตที่ราบสูงเป็น ๓ มณฑล คือ
                ๑. มณฑลลาวพวน                                มีเมืองหนองคาย                    เป็นที่ว่าการมณฑล
                ๒. เมืองลาวกาว                     มีเมืองนครจำปาศักดิ์             เป็นที่ว่าการมณฑล
                ๓. เมืองลาวกลาง                   มีเมืองนครราชสีมา               เป็นที่ว่าการมณฑล

ต่อมาเมื่อได้จัดหัวเมืองเป็นมณฑลเทศาภิบาลทั่วทั้งพระราชอาณาเขต ได้เปลี่ยนนามมณฑลทั้ง ๓ เสียใหม่ คือมณฑลลาวพวน เป็นมณฑลอุดร   มณฑลลาวกาว เป็นมณฑลร้อยเอ็ด   มณฑลลาวกลางเป็นมณฑลนครราชสีมา  

พ.ศ. ๒๔๓๕ (ร.๕)   ยกเลิกการปกครองแบบ เวียง วัง คลัง นา  เป็นการปฏิรูปการปกครองเป็นส่วนกลาง และท้องถิ่น     การปกครองส่วนกลาง มี ๑๒ กระทรวง  การปกครองส่วนภูมิภาค เป็น หมู่บ้าน  ตำบล อำเภอ  เมือง และมณฑล     เจ้าเมืองมีอำนาจแต่งตั้ง ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน    เมื่อ ๑ เมษายน ๒๔๓๕  และ ทดลองเลือกตั้ง ผู้ใหญ่บ้าน และผู้ใหญ่บ้าน เลือกกำนัน ที่บางปะอิน

พ.ศ. ๒๔๓๖ (ร.๕)     ก่อตั้งมณฑลนครราชสีมา  มณฑลแรกแห่งสยาม  มีอาณาเขตถึง เมืองเพชรบูรณ์  เมืองหล่มสัก

พ.ศ. ๒๔๓๕  (ร.๕)   ประมาณว่า ยายจรูกเสียชีวิต  เมื่อายุ  ๑๑๕  ปี

พ.ศ. ๒๔๓๖  ( ร. ๕)    เสียดินแดนพื้นที่ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง แก่ฝรั่งเศส

พ.ศ. ๒๔๔๐ ( ร.๕)     ออก พรบ. การปกครองส่วนท้องที่  กำหนดให้มีการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้าน และกำนัน โดยเสียงส่วนมากของราษฎร    ๑๐ หมู่บ้าน เป็น ๑ ตำบล  มีการจัดการความสะอาดเมืองคือสุขาภิบาลกรุงเทพฯ

พ.ศ. ๒๔๔๑ ( ร.๕)    เปลี่ยนมาตราเงินไทยเป็นสตางค์  (  ๔ ชนิด  คือ ๒๐ , ๑๐, ๕ , ๒/๑  สตางค์) 

พ.ศ. ๒๔๔๑  (ร.๕)   ตั้งวัดแสงบูรพา ต.สวาย  อ.เมือง  จ.สุรินทร์

พ.ศ. ๒๔๔๒ ( ร.๕)   แยกมณฑลนครราชสีมา ประกอบด้วย เมืองนครราชสีมา   เมืองชัยภูมิ  เมืองบุรีรัมย์

พ.ศ. ๒๔๔๓  (ร.๕)   ก่อตั้งมณฑลอีสาน

พ.ศ. ๒๔๔๓ ( ร.๕)   ออก พรบ.ลักษณะทาสในมณฑลพายัพ

พ.ศ. ๒๔๔๕  (ร.๕)   ใช้ธนบัตร ชนิด ๕  บาท  ๑๐  บาท  ๒๐  บาท  ๑๐๐  บาท  ๑,๐๐๐  บาท

พ.ศ. ๒๔๔๖  ( ร. ๕)    เสียดินแดนพื้นที่ฝั่งขวา แก่ฝรั่งเศส

พ.ศ. ๒๔๔๗  ( ร.๕ )  ออก พรบ.ลดค่าตัวทาสมณฑลบูรพา

พ.ศ. ๒๔๔๘ (ร.๕)     ออก  พรบ. ลดค่าตัวทาส    เพื่อเลิกทาส ให้ใช้โดยทั่วไปอย่างเด็ดขาด

พ.ศ. ๒๔๔๘  (ร.๕)    จัดตั้งสุขาภิบาลแห่งแรกที่ท่าฉลอม

พ.ศ. ๒๔๔๘  (ร.๕)    ตรา พรบ. ลักษณะทหาร ร.ศ. ๑๒๔  ใช้

พ.ศ.๒๔๔๙ ( ร.๕)     จัดตั้งธนาคารแห่งแรก ที่ดำเนินการโดยคน   ชื่อ บุคคลัภย์

พ.ศ. ๒๔๔๙  ( ร. ๕)    เสียดินแดนพื้นที่จังหวัดพระตะบอง  เสียมราฐ  และศรีโสภณ แก่ฝรั่งเศส

พ.ศ. ๒๔๕๑  ( ร.๕)    เลิกใช้เงินพดด้วง 

พ.ศ. ๒๔๕๒  ( ร.๕)   เริ่มผลิตเหรียญบาทและเหรียญสลึงเป็นครั้งแรก

พ.ศ. ๒๔๕๒   (ร.๕)    สุขาภิบาล มี ๒ ประเภท คือ สุขาภิบาลเมือง และ สุขาภิบาลตำบล

พ.ศ. ๒๔๕๓   (ร.๕)    สวรรคต   เมื่อ    ๒๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๕๓ 

พ.ศ. ๒๔๕๔   ( ร. ๖ )  เกิดกบฏ ร.ศ. ๑๓๐ 

พ.ศ. ๒๔๕๕    ( ร.๖ )   มณฑลอุบล  ประกอบด้วย  เมืองอุบลราชธานี   เมืองขุขันธ์   เมืองศรีสะเกษ  เมืองสุรินทร์

พ.ศ. ๒๔๕๕  ( ร.๖)      ประเทศไทยใช้นามสกุลเป็นครั้งแรก ตาม พรบ.ขนานนามสกุล

พ.ศ. ๒๔๕๗  ( ร.๖)    ออกพรบ. ลักษณะปกครองส่วนท้องที่   ให้ ๒๐ หมู่บ้านเป็น ๑  ตำบล

พ.ศ. ๒๔๕๘  (ร.๖)   จัดตั้งตำบลทุ่งมน เป็นเขตปกครองตำบลส่วนภูมิภาค    นายปริด    ศรีราม     เป็นกำนันคนแรก 

                                   ระหว่าง พ..๒๔๕๘    ๒๔๖๙

พ.ศ. ๒๔๕๘  ( ร.๖)    ตั้งคลังออมสิน  ตาม พรบ. ออมสิน

พ.ศ. ๒๔๖๐  (ร.๖)     น้ำท่วมใหญ่ ,ตั้งกรมรถไฟหลวง

พ.ศ. ๒๔๖๓ (ร.๖)      ฝนแล้งหนัก, ตั้งกรมอากาศยาน

พ.ศ. ๒๔๖๔ (ร.๖)    ตั้งวัดสุวรรณวิจิตร  ต.กังแอน  อ.ปราสาท จ.สุรินทร์

พ.ศ. ๒๔๖๔ (ร.๖)   ตรา พรบ. ประถมศึกษา ขึ้นใช้  รับสมัครเด็ก อายุ ๗ ๑๔ ปี เข้าเรียน

พ.ศ. ๒๔๖๖ (ร.๖)   ยายแก้ว  โยประโคน ลูกตาคลิม  ยายเปลือย    เกิด  ณ บ.ตาเจียด

พ.ศ. ๒๔๖๗ (ร.๖)   ตั้งวัดอมรินทราวารี ( อังกัญโพธิ์) ต.โคกยาง อ.ปราสาท จ. สุรินทร์

พ.ศ. ๒๔๖๘  (ร.๖)    สวรรคต   ๒๖ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๖๘ 

พ.ศ. ๒๔๖๘  (ร.๗)    ขึ้นครองราชย์   ๒๖ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๖๘ 

พ.ศ. ๒๔๖๙  ( ร.๗)   การเพิ่มภาษี

พ.ศ. ๒๕๗๙  ( ร.๗)  กำนันคนที่    ของตำบลทุ่งมน  ชื่อ นายสบู่   ศรีราม   ..  ๒๔๖๙  ๒๔๘๐

พ.ศ. ๒๔๗๒ (ร.๗)     เศรษฐกิจโลกตกต่ำ

พ.ศ. ๒๔๗๕   ( ร.๗)  เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย

พ.ศ. ๒๔๗๕ (ร.๗)  หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยแล้วได้ยกเลิกการจัดหัวเมืองมณฑล เทศาภิบาล และจัดใหม่เป็นภาคมณฑลนครราชสีมา เป็นภาคที่ ๘ มีหัวเมืองอยู่ในความปกครอง จังหวัด คือ จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดชัยภูมิ จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดศรีษะเกษ และจังหวัดอุบลราชธานี ตั้งที่ว่าการอยู่ที่จังหวัดนครราชสีมา

พ.ศ. ๒๔๗๗ (ร.๘)   สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ขึ้นครองราชย์  เมื่อวันที่    มีนาคม พ.ศ.  ๒๔๗๗

พ.ศ. ๒๔๘๐ ( ร.๘)  เกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ 

พ.ศ. ๒๔๘๐  (ร.๘)  กำนันคนที่ ๓  ของตำบลทุ่งมน  ชื่อ นายกอย  สมใจเรา  ศรีราม   ..  ๒๔๘๐ ๒๔๙๔ 

พ.ศ. ๒๔๘๒  (ร.๘)  รัฐบาลเปลี่ยนจากประเทศสยามเป็นประเทศไทย สมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม

พ.ศ. ๒๔๘๓ ( ร.๘)  รัฐบาลประกาศให้ วันที่ ๑ มกราคม  เป็นวันขึ้นปีใหม่

พ.ศ.๒๔๘๔  (ร.๘)   กองทัพญี่ปุ่นได้ยกพลขึ้นบกในหลายจังหวัดของภาคกลาง     เมื่อ วันที่ ๘ ธันวาคม

พ.ศ. ๒๔๙๒ (ร.๘)    ตาคลิม ลูกยายทวดไอ ตาทวดมิง   เสียชีวิต  อายุ  ๖๐ กว่าปี    

พ.ศ. ๒๔๙๘  (ร.๘)   พระมหากษัตริย์  รัชกาลที่ ๘  เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๙๘

พ.ศ. ๒๔๙๘  (ร.๙)    พระมหากษัตริย์  รัชกาลที่ ๙ ขึ้นครองราชย์สมบัติ   เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๙๘

 

โพสท์ใน ท่องเที่ยว | ใส่ความเห็น

ศรัทธา คือ อะไร

      ศรัทธา  คือ  ความเชื่อ  หมายถึงเฉพาะ  ศรัทธาที่เชื่อด้วยปัญญา  เชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อ  เชื่อด้วยเหตุผล  ถ้าเชื่อโดยปราศจากปัญญา  เรียกว่า  อธิโมกข์ ( ความน้อมใจเชื่อ หรือ เชื่อตามเขา )
       ประเภทของศรัทธา มี ๔ ประเภท คือ
           ๑. กัมมสัทธา    เชื่อกรรม
           ๒. วิปากสัทธา   เชื่อผลของกรรม
           ๓. กัมมัสสกตาสัทธา  เชื่อความที่สัตว์โลกมีกรรม เป็นของ ๆ ตน
           ๔. ตถาคตาโพธิสัทธา  เชื่อการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า
 
โพสท์ใน หนังสือ | ใส่ความเห็น